@jwesty21
Steve

รีวิว โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Beauty and the Beast) เวอร์ชั่น live action ไม่สปอยล์ (9/10) #movietwit

รีวิว โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Beauty and the Beast) เวอร์ชั่น live action ไม่สปอยล์ (9/10)

บอกก่อนว่าไม่ใช่นักรีวิวมืออาชีพ อันนี้รีวิวเพราะอยากรีวิว 5555555555555555

จริง ๆ แล้วต้องบอกก่อนว่าหนังเรื่อง Beauty and the Beast เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ตั้งตารอดูมากที่สุด ตั้งแต่ที่มีประกาศว่าจะมีการทำรีเมคแบบ live action มากกว่าตอนรอดูภาคต่อ Captain America หรือ The Avengers ซะอีก เพราะ Beauty and the Beast เป็นการ์ตูนที่ชอบมากที่สุดในบรรดาการ์ตูนดิสนีย์ทั้งหมด (รองลงมาคือ อาละดิน) ทำให้ฝันมาตลอดว่าซักวัน อยากจะดู Beauty and the Beast ฉบับ live action หรือฉบับคนแสดง

สุดท้ายมันก็มีคนทำจริง ๆ (แล้วเหมือนจะมีเรื่องอื่น ๆ ตามมาด้วย ทั้งสโนว์ไวท์ เจ้าหญิงนิทรา The Little Mermaid) พอรู้รายชื่อนักแสดงยิ่งทำให้อยากดูเข้าไปใหญ่ ทั้ง Luke Evans ทั้ง Emma Watson ยิ่งใกล้ถึงวันฉาย ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น ทำได้แต่ดูตัวอย่าง และ TV spot บน Youtube ซ้ำไปซ้ำมา และในที่สุด หลังจากที่รอมานาน เพราะแทบไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเกี่ยวกับ Beauty and the beast เวอร์ชั่น live action เลย Disney ก็ปล่อยทั้ง Original Soundtrack และเบื้องหลังการถ่ายทำออกมาหมด ซึ่งพยายามจะไม่ดูไม่ฟัง สุดท้ายก็ทำไม่ได้ 555555555555555555555555555555

ก่อนที่ Beauty and the Beast จะเข้าโรง จะเห็นหลาย ๆ คนวิจารณ์ว่า Emma ไม่เหมาะกับบทเบลล์บ้าง หรือเสียงร้องมัน auto tune จนฟังดูเหมือนหุ่นยนต์บ้าง เพราะมีการปล่อยตัวอย่างเพลง Belle ที่ Emma Watson ต้องร้องในเรื่อง ซึ่งก็ไม่ปฏิเสธ เพราะมันก็ฟังเหมือนหุ่นยนต์จริง ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า Emma Watson เหมาะกับบทเบลล์มาก ถึงเสียงร้องจะไม่ perfect เหมือนนักแสดงคนอื่น ๆ (จากที่เปรียบเทียบกับเพลงอื่น ๆ หลังจากที่ฟัง original soundtrack มา) แต่ก็พอเข้าใจได้ว่า Emma ก็ไม่ใช่นักร้องอาชีพอยู่แล้ว

ส่วน Luke Evans ที่มีคนวิจารณ์ว่าเสียงร้องยังไม่ deep เท่ากับเวอร์ชั่นเดิม แล้วก็ไม่ได้หุ่นล่ำกำยำแบบที่ Gaston ควรจะเป็น ซึ่งก็เห็นด้วยเรื่องเสียงร้องว่ายังไม่ deep แต่ก็ไม่ใช่เบาจนน่าเกลียด Luke Evans ร้องเพลงเพราะ (จากที่ฟังใน original soundtrack) โดยเฉพาะเพลง The Mob Song นี่ฟังแล้วรู้สึกว่ามันมาก อาจจะมันกว่าต้นฉบับอีก 5555 แต่เรื่องหุ่นนี่ไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะจะให้กล้ามปูแบบตัวการ์ตูนมันก็เกินไป คิดว่า Luke Evans ทำได้ดีในบทของ Gaston เพราะ Luke Evans สามารถทำให้ Gaston ไม่ดูชั่วร้ายจนเกินไป แถมยังดูตลกในเวลาเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้ตลกขนาดที่ว่าขำจนกรามค้าง

โฉมงามกับเจ้าชายอสูร ฉบับ live action ต้องบอกว่ามีความดาร์กมากกว่าเวอร์ชั่นการ์ตูนอย่างที่เขาว่ากันจริง ๆ พฤติกรรมหลาย ๆ อย่าง ไม่รู้ทำไมพอเป็น live action แล้วรู้สึกว่ามันรุนแรงจัง อาจเป็นเพราะบางอย่าง เวลาที่เห็นในการ์ตูน มันดูซอฟต์ลงเพราะว่ามันเป็น "การ์ตูน" เอาแค่บรรยากาศนี่ก็น่ากลัวกว่าต้นฉบับแล้ว แต่ต้องขอบคุณผู้กำกับ และทีมผู้สร้างคนอื่น ๆ ที่พยายามคงไว้ซึ่งรายละเอียดหลายอย่างให้ไม่แตกต่างจากต้นฉบับมากเกินไป ทำให้เวลาดูในโรง จะมีความรู้สึกว่า "เฮ้ย จำฉากนี้ได้" หรือ "บทพูดแบบนี้มันใช่เลย"

ตลอดเวลาที่ดูอยู่ในโรงจะมีความรู้สึกว่า "จำได้ ๆ ฉากนี้จำได้" เพราะบทพูดคือคล้ายกับต้นฉบับมาก เพียงแต่จะมีการดัดแปลงบ้างเพื่อความเหมาะสมเวลาเอามาทำเป็น live action ซึ่งต้องยอมรับ และชื่นชมว่าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะการใส่รายละเอียดที่บางทีเราอาจจะลืมนึกถึงไป เช่น เบื้องหลังความเป็นมาของเจ้าชายอดัมก่อนที่จะถูกสาปเป็นอสูร เรื่องราวภายในครอบครัวของเบลล์ หรือแม้กระทั่งเรื่องราวของชิปกับคุณนายพอตส์ที่บางคนสงสัยว่าตกลงสองคนนี้เป็นแม่ลูกกันจริง ๆ หรือเปล่า

การที่ฉบับรีเมคเพิ่มรายละเอียดพวกนี้ขึ้นมา มันทำให้ตัวละครมันมีที่มาที่ไป ทำให้เป็นการตอบคำถาม ข้อสงสัย หรือแม้ทฤษฎีประหลาด ๆ ที่มีคนตั้งไปต่าง ๆ นานา อะไรที่ไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องกันได้ก็เกี่ยวข้องขึ้นมาได้ แต่ในขณะที่ดูอยู่ ในบางช่วง มีความรู้สึกว่าดำเนินเรื่องไปอย่างรวบรัด แบบตัดฉับ ๆ ซึ่งก็ไม่ถึงกับเป็นการตัดแบบห้วน ๆ แค่รู้สึกว่า มันน่าจะมีมากกว่านี้ หลายฉาก ๆ ที่คิดว่าจะได้เห็นในหนัง กลับไม่ได้เห็น แต่ชอบที่เพิ่มฉากหลาย ๆ ฉากขึ้นมา หรือเพิ่มรายละเอียดให้กับฉากเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น ฉากที่คุณนายพอตส์เล่าเรื่องของเจ้าชายอสูรให้เบลล์ฟัง ทำให้รู้สึกประทับใจที่คุณนายพอตส์ รวมทั้งคนอื่น ๆ ยังรัก เป็นห่วง และเคารพเจ้าชายอสูร ทั้ง ๆ ที่เจ้าชายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ไร้หัวใจ ไร้ความรัก ทำให้รู้ที่มาที่ไปว่าทำไมเจ้าชายถึงเป็นคนแบบนี้ ทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยเจ้าชายก็ไม่ได้เป็นคนที่เลวร้ายอะไร

เพลงประกอบก็เพราะมาก แม้จะเป็นพากย์ไทย (เพราะต่างจังหวัดจะไม่มี soundtrack ให้ดู) เพราะเพลง Disney เวอร์ชั่นภาษาไทยมันเพราะอยู่แล้ว ช่วงที่รอหนังเข้าโรงหลายเดือนที่ผ่านมาก็ได้แต่ฟังเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ พอมาฟังภาษาไทยก็รู้สึกว่ามันเพราะไปอีกแบบ โดยเฉพาะเพลง Beauty and the Beast ที่คุณนายพอตส์ร้องตอนอสูรกับเบลล์เต้นรำกัน เป็นฉากที่งดงามมาก มันทำให้อดนึกถึงต้นฉบับไม่ได้ ทำเอาน้ำตาซึมไปนิด ๆ เพราะประทับใจจริง ๆ

ช่วงท้ายเรื่องจะมีบางช่วงที่ทำให้ถึงกับน้ำตาซึม เพราะไม่คิดว่ามันจะมีฉากแบบนี้ด้วย รู้สึกสะท้อนใจว่า "ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้" ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันจบยังไง แต่พอทุกอย่างคลี่คลายแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะตอนจบของหนังมันทำให้รู้สึกว่า มันคือ happy ending สำหรับตัวละครทุก ๆ ตัวจริง ๆ ต้องขอบคุณอีกครั้งที่ให้หนังเรื่องนี้จบด้วยเพลง Beauty and the beast แบบประสานเสียงเหมือนกับต้นฉบับ รู้สึกขอบคุณทีมผู้สร้าง ผู้กำกับ นักแสดง และทุก ๆ คนที่มีส่วนร่วมในการสร้างหนังเรื่องนี้ที่ทำให้ความทรงจำช่วงวัยเด็กที่ชอบดูการ์ตูนเรื่องนี้มากกลับมาอีกครั้ง


via Twishort Web App

Retweet Reply
Made by @trknov